วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หนังนักเขียน

หลังจากที่เคยอ่านสงครามและสันติภาพในสมัยเรียนที่อ่านอย่างไรก็ไม่จบและไม่เข้าใจครบถ้วน ก็เลยคิดว่าจะหาดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้ดูอีกครั้ง เพราะฉายเป็นภาพ มันก็เหมือนถูกตีความมาให้รับรู้แล้ว (แอ๊บง่ายเข้าว่า) หากว่ามาสะดุดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ และบังเอิญพบฟีเจอร์ดีๆ จึงอยากแบ่งปัน หากมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อไหร่ ไม่ลืมตั้งตนเป็นนักวิจารณ์ จับผิดเรื่องที่ข้องใจมาเขียนให้อ่านกัน




หนังนักเขียน

ภาพยนตร์ที่นำอัตชีวประวัตินักเขียนคนดังถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องเพราะมันไม่น่าเบื่อ ผู้ชมมีความเชื่อส่วนบุคคลต่างๆ นานา ว่า ในมุมมืดนักเขียนขี้เมา บ้าคลั่ง และหมกมุ่นทางเพศ เรื่องเหล่านี้ก็เคลือบเข้ากับเรื่องราวให้บีบคั้นอารมณ์ ไม่เช่นนั้นคงไม่น่าสนใจ ไม่มีใครอยากรู้ หนังสืออัตชีวประวัตินักเขียนก็ไล่ความมาจากเรื่องจริงของพวกเขาใช่ไหม? ทำไมไม่ปล่อยให้พวกเขาเล่าเป็นตัวหนังสือ? ทำไมต้องไปไล่ตามฉายชีวิตนักเขียน? นั่นอาจเพราะ ในฐานะนักอ่าน เราก็อยากทำหน้าที่สายสืบสมัครเล่นสืบความจริงจากเรื่องราวที่อ่าน ในหนังสืออัตชีวประวัติเหล่านั้น เราชอบเข้าไปขุดโพรงชีวิตของเขาและเปิดประสบการณ์ชีวิตเด็ดๆ ซึ่งถูกลับคมให้เรื่องราวเฉียบคม ปัญหาก็คือชีวิตนักเขียนไม่สามารถสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เสมอไป ถ้านักเขียนเป็นคนดีล่ะ? พวกเขาบางคนใช้เวลาทั้งสัปดาห์เพียงลำพังอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้อง หรือไม่ก็หมกจมกับกองกระดาษ (สำหรับนักเขียนหัวเก่า)

เพราะฉะนั้น ภาพยนตร์ที่มีตัวละครดำเนินเรื่องเป็นนักเขียนนามอุโฆษ เรื่องราวจึงถูกทำให้แฟนตาซี นั่นคือนักเขียนดื่มจัด บ้าคลั่ง หมกหมุ่นทางเพศ เหมือนเช่นตัวอักษรจากปลายปากกา เช่น ภาพยนตร์เรื่อง

Quills หนังอัตชีวประวัติของ the Marquis de Sade
Naked Lunch หนังอัตชีวประวัติของ William Burroughs
Where the Buffalo Roam, Fear and Loathing หนังอัตชีวประวัติของ Hunter S Thompson
Bar Fly, Factotum หนังอัตชีวประวัติของ Charles Bukowski
Henry and June หนังอัตชีวประวัติของ Think Henry Miller

ทว่าก็มีเหมือนกันที่ใช้ไลฟ์สไตล์ของนักเขียนมากกว่าสไตล์การเขียน อย่างภาพยนตร์ของ Thompson เพราะเขามีประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนในการเผชิญแรงวัฒนธรรมในยุคเซเว่นตี้

ภาพยนตร์นักเขียน โดยเป็นที่นิยมมักเป็นนักเขียนนวนิยาย เพราะว่าเรื่องดราม่าประโลมโลก มันไม่เคร่งครัดในข้อมูลความจริง ภาพยนตร์เรื่อง In The Shining ที่แจ๊ค นิโคลสัน แสดงเป็นนักเขียนชื่อดังผู้คร่ำเคร่งอย่างทุกข์ทน หัวสมองตีบตันขณะกักตัวเองเขียนงานในโรงแรมที่ว่างเปล่าในช่วงฤดูหนาว
ซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Californication เรื่องราวของนักเขียน Hank Moody ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องเซ็กส์และยาเสพติด หากว่าในซีรีส์เน้นความบันเทิงมากกว่าเรื่องจริงที่นักเขียนเขียนไว้

เมื่อไรที่หัวเรื่องภาพยนตร์คือนักเขียนตัวจริง เรื่องที่นำมาเล่าจะถูกเล่าไปตามโครงเรื่อง เรื่องโรแมนติกปกปิดลึกลับถูกนำมาเล่าใหม่ไม่ก็ถูกนำมาขยายในช่วงชีวิตหัวเลี้ยวหัวต่อ Becoming Janeภาพยนตร์อัตชีวประวัติเรื่องล่าสุดของเจน ออสติน ถูกเรียกว่าเป็นภาพยนตร์อัตชีวประวัติที่ "ไม่ได้สร้างขึ้นบนพื้นฐานข้อเท็จจริง" ภาพยนตร์มุ่งประเด็นไปที่เรื่องรักโรแมนติกของออสตินกับชายไอริส--โทมัส ลีฟอย ในความจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดขึ้นในระยะไม่กี่สัปดาห์ และจากจดหมายที่เป็นบันทึกลายลักษณ์นั้น กล่าวอ้างได้ว่ามันก็แค่การสานสัมพันธ์จีบกันเฉยๆ ไม่สามารถเชื่อได้ว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้กับนิยายของหล่อน ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนมากพบปมประเด็นเรื่องความรักและชนชั้น

หนังสือของออสตินสร้างเป็นหนังที่ดีได้ ทว่าไม่ใช่ชีวิตจริงของหล่อน เธอไม่ค่อยออกจากบ้านมากนัก นั่งอยู่ในบ้านในชนบทและเขียนหนังสือ
ในศตวรรษที่ 19 นักเขียนชายหลายท่านมีอิสระทางความคิดและการกระทำ ผลที่ตามมาก็คือ งานเขียนเรื่องต้องห้ามกกลับได้รับความนิยม พวกเขาคลั่งบ่อยๆ เช่น โฟว์แบร์ต (Flaubert) อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศสในชนบทกับแม่ ชีวิตจึงค่อนข้างเชื่องช้า มีวินัย ทักษะและศิลปะการเขียนเรียบง่าย โบร่ำโบราณ ทว่าเมื่อเขามีโอกาสเดินทางไปปารีสส ระเบิดอารมณ์ไปกับทัวร์ของนักร้องเฮวี่ เมทัล ร็อค ที่เต็มไปด้วยความเสื่อมถอยด้วยความต้องการทางเพศอันรุนแรง
Leo Tolstoy คือนักเขียนที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อัตชีวประวัตินักเขียนเรื่องล่าสุด The last Station แสดงโดย คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ และ เฮเรน มิลเลน งานเขียนของเขาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ 150 ครั้ง หนังสือเรื่องสงครามและสันติภาพและแอนนา คาเรนนินา ยกย่องให้เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก

เรียบเรียงจากใน Books Blog ของ guardian.co.uk

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เล่มที่ควรคู่ครัว



ไม่ใช่มีด!

แต่คือหนังสืออาหารต่างหาก สำรวจบนชั้นวางหนังสือ ดูสิดูว่ามีครบหรือเปล่า?

Gastronomique, Larousse, Hamlyn

เล่มนี้ของเก๋าคู่มือเชฟและคนรักอาหารทั่วโลก ถือเป็นสารานุกรมของอร่อย แม้ว่าแต่ละสูตรไม่ได้ใหม่อ่องสักเท่าไร ทว่ายังคงน่าอ่าน ที่ห้องหนังสือคนรักอาหารควรมีติดหิ้ง (เล่มนี้มีขายในเมืองไทย เคยเห็นที่คิโนะคุนิยะ พารากอน และบีทูเอส เซ็นทรัล ชิดลม)

The Oxford Companion To Food, Alan Davidson, OUP

ฉบับอัพเดตครบรอบ 20 ปี ยกย่องว่าคือพจนานุกรมอาหารที่เยี่ยมยอดกระเทียมแช่อิ่ม ตอบคำถามเรื่องอาหารและวัตถุดิบด้วยคำอธิบายเป็นภาษาเขียนอย่างละเอียดลออขุดรากลึก (เล่มนี้มีขายที่คิโนะคุนิยะ พารากอนเช่นกัน ทั้งแบบปกอ่อนและปกแข็ง)

An Omelette And A GlassOf Wine, Elizabeth David, Lyons Press

หนังสือของนักเขียนหญิงผู้เป็นแรงบรรดาลใจให้แก่วงการอาหารฝรั่งเศสยุคใหม่เติบโต เล่มนี้รวบรวมสูตรอาหารฝรั่งเศสแบบโมเดิร์นไว้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว วู้!!!

Mediterranean Food, Claudia Roden, BBC Books

จากปลายปากกานักเขียนอาหารหญิงสุดคลาสสิคผู้ดึงแรงบรรดาลใจเรื่องอาหารพื้นถิ่นแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 7 ประเทศ รวมทั้งในอิตาลีและฝรั่งเศส รวบรวมสูตรอาหาร อธิบายที่มาของอาหารชนิดนั้นๆ ขยายเรื่อยไปถึงการเดินทางแผ่ขยายไปยังวัฒนธรรมอื่นๆ

Real Fast Food, Nigel Slater, Penguin

นักเขียนอาหารประจำของ The guardian ก็มีไกด์บุ๊กเยี่ยมๆ กับเขาเหมือนกัน เหมาะมากสำหรับคนที่ยุ่งๆ โดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ พกอะไรติดตัว แพ๊กของอร่อยไว้หม่ำคนเดียวบ้าง

Kitchen Confidential, Anthony Bourdain, Harper Collins

บนปกโค้ดคำพูดไว้ว่า "เป็นการสังสรรค์ระหว่างอลิซาเบธ เดวิดกับเควนติน ตาเรนติโน่" นิยามคลอบคลุมหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตัวอักษรแรกยันตัวสุดท้ายจริงๆ ชีวิตท้ายครัวของเบอร์เด้นมันช่างจริงใจ-เท่ถึก-ฉลาดคิกคัก (เล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยนานแล้วโดยโตมร ศุขปรีชา สำนักพิมพ์มติชน)

เกาะดับจิต บทที่ 2 (ต่อ)

เหวอ...

สาวหน้ารูปไข่เต่าคนเดิมกับผมมาโผล่ที่หน้าเวิ้งชายหาดที่ขนาบข้างด้วยผาหินสูงชันมีคราบตะไคร่เกาะเขียวแน่น น้ำทะเลเหือดแห้ง ผู้คนตัวม่วงช้ำเลือดช้ำหนอง หน้าคล้ำเป็นจ้ำๆ วิ่งหน้าผวาทว่าความเร็วค้างอยู่ที่เดิม

มันอะไรกันเนี่ย!!!

"อีกสักประเดี๋ยวพวกเขาจะขยับตัว" หล่อนบอก

นั่นไง พวกเขาวิ่งพุ่งมาข้างหน้าได้แล้ว แล้วนั่น...นั่นอะไรน่ะ คลื่นลูกยักษ์ลูกเบ้อเริ่มม้วนตัวเหมือนมือนางกวักใหญ่ๆ มันม้วนตลบรอบเล้วรอบเล่าแต่ไกล

"วิ่งเถอะ" ผมจับมือหล่อนวิ่งกะโผลกกะเผลกเพราะอะไรก็ไม่รู้ ก้มลงมองบนพื้นทราย มีปลาดาวยักษ์จับขาขวาไว้แน่น ส่วนขาอีกข้างปลาหมึกยักษ์อ๊อคโทพุสใช้หนวดยาวหยึ๋ยๆ ฟาดม้วนรัดไว้แน่นหนา

ปัดโธ่โว้ย!!!

เรื่องเป็นเรื่องตาย ทำไมไม่รู้จักตนเป็นที่พึ่งแห่งตนบ้าง เซ็งเป็ด!!!

คลื่นลูกยักษ์ลูกใหญ่กว่าเมื่อสักครู่เมื่อมันมาใกล้ๆ นักวิ่งเดนตายก็วิ่งหน้าตั้งเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน คลื่นเองก็ไม่มีความเกรงใจสาดโกยพวกเขากระเด็นกระดอน รวมทั้งเรือหาปลาที่จอดตั้งไว้บนพื้นเสียสิ้นซาก มันกำลังเข้ามาใกล้เรา

ผมรีบหยิบผ้าคลุมอันเก่าคลุมตัวอีกครั้ง หยาาาาาา

ทำไมคนบนเกาะจึงมากมายและแต่งตัวแปลกๆ ใส่ชุดหมีกู้ภัยทำไมน่ะ แล้วนั่นก็หมอน้ำทิพย์คนดังที่ออกทีวีบ่อยๆ คร่ำเคร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย อ้าว! โคนต้นมะพร้าวมีศพหญิงฝรั่งผมบลอนด์ไม่ทราบสัญชาตินอนหงายไม่เป็นท่าแหงแก๋ง

หา.....

นี่มันที่เดิม แต่เวลาเปลี่ยน

"ใช่แล้ว ฉันไม่ได้พาคุณไปไหนไกลเลย ที่เดิม จุดเดิม นี่คือผ้าคลุมกาลเวลาแบบเดียวกับที่โดเรมอนใช้"

ผมคุกเข่าขอร้องให้หล่อนปล่อยผมไป

ได้โปรด

หว่าหล่อนขยายร่างกลายเป็นยักษ์ชุดขาวมีเขี้ยวสีงาช้างมันวาว มือที่ใหญ่แทบเท่าบ้านชันเดียวกวาดอุ้มผมไว้ในอุ้งมือ เหมือนกับที่นางผีเสื้อสมุทรจับพระอภัยมณีในนิทานปรัมปรา

ผมตายแน่! คราวนี้ตายจริงๆ

หวืออออ

ผมโดนผีหลอกครับ!!!

ยกมือกุมหน้าอกข้างซ้าย หัวใจเต้นยึกๆ ไม่ยอมหยุด ในทุกครั้งที่นึกถึงประสบการณืสยองขวัญ หัวใจเต้นดัง ตุ๊บ...ตุ๊บ...ตุ๊บ อึ๋ย! สยองชะมัด ขอย้ายที่พักด่วน ผมอ้อนวอนพระเจ้าว่า ขอประทานพรจากพระองค์ให้การพักผ่อนครั้งนี้ราบรื่น เอเมน!

ปิ๊กจัดห้องพักในโรงแรมพร้อมยันต์กันผีทุกศาสนาแปะทั่วห้อง ประคำที่คอ กำชับว่าห้ามถอด

ในห้องจูเนียร์สวีตที่ถูกใจพอสมควร ระเบียบงส่วนตัวมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้ดื่มเหล้าจิบกาแฟ เตียงนอนคิงไซส์เหมาะสำหรับคนนอนดิ้นอย่างผม จากุซซีกลางแจ้ง พร้อมห้องนั่งเล่น ไม่มีอะไรดีเกินกว่านี้อีกแล้ว ปิ๊กเสนอให้อยู่ฟรีกินฟรี แต่ว่า...ของฟรีไม่มีในโลก ขอจ่ายเงิน! มันบอกว่าไม่งั้นมันจะมาหามันทำจอกอะไร ถ้าอยากนอนโรงแรมแล้วจ่ายเงิน เออ...จริงของมัน ทว่าผมยืนกรานว่าไม่ขอรับน้ำใจ ปิ๊กจึงยอมโดยดี

หวังว่าห้องนี้คงไม่มีผีอีกนะ...

มีผีอีกแกต้องคืนเงินทั้งหมด!

แล้วผีก็ไม่มาให้เห็นอีกจริงๆ ยันต์ของปิ๊กได้ผลทันตาเห็น

วันผลัดวันผ่านไปราวสายธารไม่ไหลย้อนกลับ ตื่นนอนสายมากเป็นกิจวัตร อาหารเช้าเกือบถูกพนักงานเก็บเข้าหลังครัว บางวันผมก็ลงไปทันเวลา บางวันก็ทบยอดมื้อเช้ามื่อกลางวันเป็นมื้อเดียว อยู่โรงแรมไม่ต้องห่วงเรื่องทำวัฟเฟิลเอง ห้องรกไม่เกิน 6 ชั่วโมง แม่บ้านปัดฝุ่นสะอาดเช๊ง ดึงที่นอนตึงเปรี๊ยะ อยากนวดก็ลงมานอนริมชายหาด เรียกหมอนวดให้มาขยับขยี้เนื้อตัว

เสียอย่างเดียที่ชีวิตกลับมาน่าเบื่ออย่างที่คิด

เหตุเพราะไม่คิดออกไปดู พบปะ สังสรรค์ มีสังคมกับใครอื่นนอกจากปิ๊ก

แล้วบ่ายวันหนึ่ง ผู้หญิงที่ผมรู้จัก ใช่ไหม? นั่นน่ะ เพ่งดูให้ชัดๆ แองจี้! ผมทักเธอแน่คราวนี้

แองจี้สวมเสื้อแขนตุ๊กตาคอกว้างสีดำ ผ้าเนื้อบางเบาสยายตามลม ไหล่เล็กห่อลู่ลม เห็ตัวบางเฉียบแนบเนื้อ สะพายกระเป๋าข้างลำตัวทะมัดทแมง กล้องตัวใหญ่คล้องคอไว้ แว่นกันแดดคาดหัว

ผมยกมือโบกค้อมหัวลงทักเธอ เธอน้อมรับด้วยรอยยิ้มละไม

"แองจี้ ผมเอง ธรณ์" ผมบอกเธอเมื่อเราใกล้กันที่สุด

"สบายดีนะ"

"ก็ดี! ว่าแต่มาทำอะไรที่นี่"

"มาทำงานสิ ดูสภาพ มาคนเดียว หิ้วกล้องเทอะทะ"

"คุณเป็นนักข่าว"

"ไม่เชิง จะเรียกว่าอะไรดีน้า...อ่อ! นักเขียนท่องเที่ยว...ประหลาดจัง จี้อยู่บนเกาะวันเดียว ไม่คิดว่าจะเจอใคร เกาะออกกว้างเนอะ อีก 20 นาที จะเริ่มทำงาน แล้วคุณล่ะ"

"ผมอยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว พักร้อนน่ะ"

"ว้าว! น่าอิจฉาจัง" หล่อนเบิกตาโต

"ผมอิจฉาอาชีพคุณมากกว่า" ผมพูดจากใจจริงนะ

"เหรอ...ถ้าไม่รังเกียจไปช่วยฉันทำงานไหมล่ะ ดูเฉยๆ ก็ได้ ฉันทำงานนิดๆ หน่อยๆ เอง เก็บภาพ เก็บบทสัมภาษณ์ เดินสำรวจรอบเกาะ"

"น่าสนแฮะ ผมชอบเดินเล่น" สงสัยว่าเป็นวันพิเศษจริงๆ ฟ้าคราม สาวงาม สองเรา

"งั้นอีก 20 นาที เจอกันที่ล็อบบี้"

หมวกปีกไม่กว้างวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ผมล้างหน้าและทาครีมกันแดดกันผิวลอก รุดรีบลงชั้นล่าง
ที่ล็อบบี้ แองจี้นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ภาษษอังกฤษฉบับเมื่อวานรอท่าอยู่

"ไปกันหรือยัง ผมพร้อมแล้ว ผมเป็นผู้ช่วยนักเขียนท่องเที่ยวคนใหม่" เอื้อมมือช่วยหยิบหนังสือพิมพ์ที่อ่านเสร็จเก็บเข้าที่เข้าทาง แองจี้กับหมวกแบบเดียวกับที่เจสัน มาร์ซ น่ารักดีแฮะ
เอาล่ะ ไปได้แล้ว แอมยัวร์

เราเดินออกทางด้านหลังโรงแรม ใช้คำว่าเรากบแองจี้ ผมนึกคึกสนุกเหมือนตอนเด็กๆ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน อมยิ้มแก้มป่อง

"นึกอะไรอยู่เหรอ" แองจี้ใช้นิ้วจิ้มแขน

"เปล่าๆ แค่คิดถึงตอนเด็กๆ น่ะ ผมมองเห็นคุณกับผมตอนนั้นเดินอยู่ตรงโน้น ตลกดี ตอนนั้นเรายังเด็กๆ อยู่เลย เผลอแป๊บเดียว นึกว่าคุณจะตัวโตกว่านี้ คุณก็ตัวไม่เล็ก ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก"

"เหรอ"

เพราะแดดพาบพยับ ขนาดท้องทะเลยังเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าจัด แองจี้เลยพูดเบาๆ ว่า ร้อนผิว หยิบครีมกันแดด บีบหลอดดังปู้ด! ละเลงทั่วแขนเรียว

"ท่าทางคุณไม่ชอบออกแดด เป็นนักข่าวยังไงกัน เซกชั่นท่องเที่ยวต้องคนอึดๆ เท่านั้น ได้ยินมาอย่างนั้นน่ะนะ"

"ฉันไม่กลัว แต่เจอทุกวันก็เป็นมะเร็งได้ แองจี้คนนี้ไม่ได้ขี้แยเหมือนตอนอายุ14-15 แล้วนะที่จะกลัวโน่นกลัวนี่ ผ่านโลกมาพอสมควรเชียวล่ะ เพื่อนผู้ชายที่สำนักพิมพ์ต่างเรียกว่า "นังตัวแสบ" เพื่อนที่มหา' ลัย ตั้งฉายา "แม่เยี่ยวสาว" กัดไม่ปล่อย"

"ขนาดนั้น"

หล่อนปรับเลนส์โฟกัส เปลี่ยนหัวซูมกล้อง แล้วชักภาพท้องทะเลไปมา

"ท้องทะเลนี่ไม่เคยโกหกเลยนะ มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น สวยก็บอกว่าสวย สกปรกก็บอกว่าสกปรกจากคราบคลื่น ตรงไปตรงมาดีจัง"

"เราอยู่โลกใบเดียวกันหรือเปล่า ผมว่าทะเลมันไม่รู้สึกอะไรหรอก ยังไงมันก็เป็นทะเล"

"คุณใจเคบจัง แล้วเราก็อยู่ยโลกคนละใบจริงๆ ด้วย" เธอเก็บภาพอีกครั้ง หันมาปั้นหน้าเหยียดยิ้ม

"น่ากลัวนะเนี่ย เอ่อ...อย่าบอกนะว่าที่คุณพูดอย่างกับบทกวี คุณก็เขียนแบบนั้น คือผมไม่ค่อยอ่านงานของนักเขียนที่เอาของไม่มีความรู้สึกมาใส่ความรู้สึกแบบมนุษย์ โลกคงบ๊องค์ บิ๊กแบงครั้งใหญ่ ถ้าอะไรต่ออะไรมันคิดเองได้"

"แล้วโลกที่คุณอยู่นี่ไม่วุ่นวายอีกเหรอ? มาที่นี่ไม่ใช่หนีเคอร์ฟิวมา?"

"มันก็แค่ครั้งคราวน่า ไม่งั้นมันจะใช่โลกเบี้ยวๆ เหรอ" แองจี้ไม่สนใจคำตอบผม โน่น...หล่อนเดินไปโฉบสัมภาษณ์แหม่มฝรั่งสองคน นึกจะแยกตัวก็แยกไป นี่ล่ะแองจี้คนเดิม แม้ว่าอะไรหลายอย่างจะเปลี่ยน เธอช่างพูดช่างคุย ไม่ขี้อายม้วน พูดภาษาไทยชัดขึ้น

ผมลอบฟังเธอสัมภาษณ์ในระยะไกล แองจี้ถามข้อมูลและอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อเกาะแห่งนี้ อ่อ...มีข้อมูล ชื่อ-สกุล เชื้อชาติ ความลับส่วนบุคคลนิดหน่อย

"คุณเปลี่ยนไปมาก"

"อย่างไรคะ อาจเพราะอาชีพล่ะมั้ง ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนไปมาก แล้วเราก็ไม่ได้เจอกันมาเกือบครึ่งชีวิตแล้วนะ อะไรๆ ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดา เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน คุณไม่เคยได้ยิน?"

"ที่รู้ๆ คุณตอบคำถามยาวผิดปรกติ"

หล่อนหัวเราะคิกคัก แวะสั่งน้ำมะม่วงปั่นจากซุ้มไม้ไผ่เล็กๆ ป้าคนขายตัวดำเหนี่ยง แองจี้ถามว่าลองสักแก้วไหม ผมส่ายหัว ว่าแต่แล้วเราไม่เจอกัน คุณหายไปไหน...

แองจี้หลังเราเลิกกัน ผมไม่ได้เจอคุณอีก จำไม่ได้ว่าเราเลิกกันเพราะอะไร"

"เธอไม่ได้ให้ดอกไม้วาเลนไทน์ไง...ตาบื้อ หลังจากนั้นฉันก็ย้ายบ้านตามพ่อไปทำงานที่สิงคโปร์ เรียนที่นั่นยาวเลย จนจบไฮสคูล กลับมาเมืองไทยก็ไม่ได้ เคยคิดลองโทร. ไปที่บ้านเธอเหมือนกัน แต่เบอร์หายเกลี้ยงตอนขนของ ไม่รู้แม่เก็บพวกของจุกจิกฉันไว้ที่ไหน พลัดหลงตอนย้ายของ จี้นั่งเซ็งเป็นวันๆ เลย อืมมม เบอร์บ้านเธอ ฉันก็จำได้นะ 0-2242- ลืมสี่ตัวหลังน่ะ" แองจี้หัวเราะร่วนอย่างคนอารมณ์ดี เกาหัวเสียผมยุ่ง

"วันนี้บังเอิญจังเลยนะ"

ใช่! มันคือความบังเอิญ

แองจี้หลีกตัวจากแสงแดดร้อนเข้าร่มเงาร่มผ้าใบ สัมภาษณ์คู่หนุ่มสาวที่กำลังสวีตหวาน คำถามแรก เราก็รู้ว่าพวกเขาเป็นคนออสเตรเลีย

ทั้งคู่เป็นนักศึกษา

แต่งงานแล้วด้วย

โอ้! ดูเหมือนพวกเขาใช้ชีวิตผู้ใหญ่รวดเร็วกว่าชาวตะวันออกมาก

"คุณว่าพีพีมีเสน่ห์ตรงไหน ในเมื่อโต้คลื่นที่บ้านคุณสนุกกว่าเยอะ" แองจี้ยิงคำถาม

"ผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ที่นี่ถูก วัฒนธรรมแตกต่าง เราอยู่ได้ยาว อาหารสดใช้ได้ แดดดี ลมทะเลมีกลิ่นอย่างที่มันควรจะเป็น ดำน้ำดูปะการังสวยๆ ชีวิตวัยรุ่นต้องการอะไรมากกว่านี้"

"สรุปว่าที่นี่ประหยัด" แองจี้ตบประเด็นให้เหลือเพียงหนึ่ง

"ไม่ธรรมชาติก็สวยด้วย" นักท่องเที่ยวคนนั้นบอกหล่อนว่าขาดไปอีกประเด็น

"แล้วพวกเราเป็นนักศึกษา รายได้ยังไม่มาก มาเมืองไทยก็อยากเที่ยวให้ครบ สมุย พะงัน พีพี เชียงหใม่ กรุงเทพฯ เมืองไทยแต่ละที่สวยแตกต่าง" แฟนสาวให้ความเห็นเพิ่มเติม

แองจี้กดMP3 หยุดการสัมภาษณ์

ทะเลยามบ่ายผู้คนพลุกพล่าน แดดดีอย่างนี้ นักท่องเที่ยวกอบโกยแสงเปลี่ยนสีผิวแทน กีฬาชายหาดกลางแจ้ง น้ำกำลังลง แองจี้สัมภาษณ์อีก 2-3 คน เก็บภาพนักท่องเที่ยวและกิจกรรมชายหาด

"ไปจิบชาไหม เสร็จงานภาพบ่ายแล้วล่ะ"

ถนนตัดเชื่อมอ่าวกับเขตร้านค้า ร้านอาหาร ผู้คนสัญจรเข้า-ออกอ่าวเรื่อยๆ เรามองหาร้านสะดวกๆ น่านั่งสักร้าน

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Gin เก่าเล่าใหม่

คุ้นเคยกับจินดีในรูปแบบที่ผสมกับโทนิคและมะนาวฝาน

ทำไมถึงใส่มะนาวฝาน? ทำไมไม่ใช้เลมอน?

ก็เพราะมะนาว (Lime) ละรสขมจากจินได้เกลี้ยงเกลา ใส่เลมอนลงไปไม่เวิร์กแน่ๆ

ทุกครั้งที่ผ่านราวระแนงร้านขายแอลกฮอลล์ สังเกตุว่า มีว็อดก้าหลากกลิ่น จินเองก็ใช่ย่อย เริ่มมีแบบที่ใส่กลิ่นเครื่องเทศ เพื่อปราบความนิยมว็อดก้าให้ยอมสยบ ผู้รู้เรียกจินพวกนี้ว่า "นิว สคูล จิน"

นอกจากนี้ เขย่าความนิยมเก่าๆ ทิ้งซะ จินไม่ได้มีไว้แค่ผสมกับโทนิค คนส่วนมาก ให้หลับตาลงแล้วนึกถึงค็อกเทลแก้วที่มาจากจิน ก็พบว่า มันจะเย็นๆ ใช่ไหม? ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น มีแต่ส่วนผสมของน้ำผลไม้เล็กน้อย สีก็ออกมางั้นๆ แข็งทื่อ นั่นคือทั้งหมดที่สรุปได้เมื่อนึกถึงจิน

Tom Nichol ผู้ผลิตและกุมความลับทั้งชีวิตของ Gordon's Gin--จินยี่ห้อที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ ผู้ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเทให้แก่เครื่องดื่มมึนเมาชนิดนี้ยี่ห้อนี้ เขาอธิบายความเป็นมาและบอกสูตรค็อกเทลเยี่ยมๆ ให้ ไทม ออนไลน์ เราก็เลย อนุญาตแปลเผยแพร่

"รู้ๆ กันว่า กอร์ดอน จิน ไม่เคยเปลี่ยนรูปลักษณ์แและรสชาติมาตั้งแต่ศควรรษที่ 17 ตั้งแต่ Alexander Gordon เริ่มบุกเบิกในปี 1769 พัฒนาการผลิตจากผลจูปิเตอร์ เบอร์รี่ ที่หายาก ใครจะรู้ว่ารสชาติจินในระยะแรกน่ะ หวานมาก! ในที่สุดก็พัฒนามาใช้การกลั่นสกัดน้ำตาลผสมระดับของเครื่องเทศที่ลดหลั่นกันว่า 10 ชนิด ทั้ง คอร์เรียนเดอร์ แอนเจลิก้า และส่วนผสมลับที่ไม่สามารถบอกใครได้ ลับเฉพาะรสชาติคุ้นลิ้นของกอร์ดอน นั่นแหละแรกเริ่มที่มาจินรสเยี่ยมที่ลบความหวานทิ้งไปหมดเกลี้ยง

"ในศตวรรษที่ 18 สปิริตต่างๆ ใช้เพื่อเหตุผลทางการแพทย์ แม้ว่าจินจะรักษาไม่ได้ทุกโรค
ทว่า ในเวลานั้นอินเดียโทนิคสามารถรักษาโรคมาเลเรียได้ หาว่ารสมันขมมาก จึงเพิ่มจินเข้าไป รสชาติจึงพอลื่นคอขึ้น"

Gordon's Chocolate Moon

กอร์ดอนจิน 50 มิลลิลิตร
บาว์น ครีม เดอคาคาว 25 มิลลิลิตร
อามาแร็ตโต้นิดนึง
ดับเบิล ครีม 25 มิลลิลิตร
นัตแม็กฝานเพื่อตบแต่ง

The Ramsay Gin and Tonic

กอร์ดอน ออร์ริจินัล ลอนดอน ดราย จิน
โทนิค 1 กระป๋อง
นิว แครนเบอร์รี่ 50 มิลลิลิตร
นำแข็งในแก้วไฮบอล 16 ออนซ์
ชิ้นมะนาวตบแต่ง

สาวแสบป่วนไฮสคูล 1.พิงก์โรส...จับมงกุฏเธอให้มั่นนะ

ในพิธีรับประกาศนียบัตรโรงเรียนมัธยมฮัลโหล สคูล นักเรียนชั้นปีสุดท้ายกำลังฟังครูฮิลลารี—ครูใหญ่ ปัจฉิมนิเทศ

“ท้ายที่สุดครูอยากให้นักเรียนทุกคน เมื่อจบการศึกษาแล้ว จงทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีและสร้างชื่อเสียง เป็นเกียรติเป็นศรีกับโรงเรียนของเรา ในลำดับต่อไป ทางโรงเรียนพร้อมประกาศรายชื่อนักเรียนดีเด่นผู้มีผลการเรียนและผลงานทางกิจกรรมดีเยี่ยมประจำปี ขอให้นายธีรัฐ คิรากร และ นางสาวทานตะวัน อุมามิ ขึ้นบนเวทีเพื่อรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ด้วย”
“นั่นไง ผมว่าแล้วว่าต้องได้ ผมเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ธีรัฐบอกรัฐภูมิ—เพื่อนที่นั่งข้างๆ รัฐภูมิเป็นคนสนิทที่ทำการบ้านให้ธีรัฐทุกวิชา ไม่เว้นแม้แต่พละศึกษา
ธีรัฐลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเท้าขึ้นบนเวที ด้วยสายตาเกลียดชังจากเพื่อนๆ
“ไอ้ห่ะนี้ได้รางวัล ไม่มีใครดีกว่านี้หรือไงว่ะ รุ่นพี่ปีนี้ห่วยชะมัด” ทิมบอกภูมิ ทั้งสองเป็นเด็กปีสอง
“ก็ธีรัฐ เป็นประธานนักเรียนที่ได้รับคะแนนจากการซื้อเสียง เรียนก็ยังจ้างเด็กมหาลัยทำรายงาน แล้วไอ้คนที่นั่งข้างๆ มันก็ทำการบ้านให้ตลอด หมดเงินไปตั้งเท่าไหร่ ไม่ได้รางวัลก็ขาดทุนเหมือนกันแหละ”
“ห่วยว่ะ! ปีหน้าถ้าใครทำแบบนี้จะจ้างนักเลงอัดให้น่วม ชิ! ดู๊...ดู มันยังกล้ายิ้มโบกมือ บ๊าย-บาย คืนนี้เจอดีแน่”
“แกจะทำไร” ภูมิเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่สุดในรุ่น ทั้งยังเป็นอนาคตประธานนักเรียนถามเพื่อนสนิท
“แฝงตัวมางานพรอม ถอดหน้ากากราชาโรงเรียน แกมาไหม ภูมิ”
“ถามได้ไง งานสนุกขนาดนี้”
ฝั่งตรงกันข้ามเป็นแถวนักเรียนหญิงชั้นปีสอง
“แหวะ!!! ยัยแว่นทานตะวันได้รางวัลนี้ ฉันล่ะอายล่วงหน้าจริงๆ เพราะปีหน้ารางวัลนี้เป็นของฉัน ยี้!!! ฉันได้รับต่อจากยัยทานตะวันเต่าล้านปีนี่นะ โฮๆๆ !^! เวรี่ แซด” แล้วพิงก์โรสจับสายคาดศีรษะลูกไม้สีม่วงของ Paris Kids Harajuku ให้ตรง โบกมือคลายความร้อน หน้าตาหล่อนชัดเจน เหมือนมีคำว่า "เบื่อโคตรๆ" พิมพ์พาดผ่านกลางจมูก
“ใช่แล้ว! ทานตะวันเชยคุณป้าขนาดไหน ใครๆ ก็เห็น รางวัลตกถึงยัยนี่ได้ไงนะ ทั้งๆ โรงเรียนเรามีนโยบายลับอันดับหนึ่งคือ รังเกียจความเชย ดูเด่ะ! กระโปรงหล่อนยาวคลุมเข่า ชุดนี้...มันเป็นของเด็กรุ่นบุกเบิกโรงเรียนใส่ เอาชุดแม่มาใส่แน่ๆ เห่ยได้อีกนะเนี่ย” ลูกพลัมเพื่อนสนิทพิงก์โรสตั้งแต่ชั้นเนอสเซอรี่สนับสนุน เธอเป็นรองประธานสมาคมชุดนักเรียนนำเทรนด์ โดยมีพิงก์โรสเป็นประธาน
“เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้หน้าและชื่อเสียงของโรงเรียนกลับคืน”
“หล่อนคิดอะไรออกอีกแล้วใช่มิ่” ปากลูกพลัมที่ใช้ลิปสติกสีเมล่อนของแอนนา ซุย ขมุบขมิบ
“หุ...หุ เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เราต้องปลอมตัวเป็นซีเนียร์ลอบเข้างานพรอม และในฐานะที่ฉันเป็นอนาคตแฟนประธานนักเรียน ควีนพิงก์โรสคนนี้นี่แหละ จะล็อบบี้ให้ทุกคนไม่เลือกยัยป้าทานตะวันเป็นควีนของรุ่นในคืนนี้ ความจริงฉันก็ไม่ชอบยัยลิซ่า หน้านกเงือกหรอกนะ แต่หยวนๆ เห็นว่าหล่อนใช้เสื้อผ้าของ Alissia B แบรนด์ของแม่ฉัน เพื่อเป็นการเลี้ยงลูกค้ารายใหญ่ยาวๆ คืนนี้ ฉันจัดให้” พิงก์โรส เหลียวมองที่นั่งที่ว่าง ถัดไปอีก 5 เก้าอี้
“ที่นั่งนั้นของใคร ทำไมกล้าให้แถวที่ฉันนั่งไม่สวยฮึ” พิงก์โรสถามลูกพลัม
“ยายไอริส ว่ากันว่า คุณภารตีแม่ยายไอริสโทร. มาลาครู ลูกหล่อนวันนี้ไปถ่ายปกให้ให้ทีน โว้ค อเมริกา ถ้าเป็นงานในเมืองไทย ครูคงไม่ยอมไป แต่ว่างานนี้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนระดับโลก ครูจึงยอม”
“กรี๊ด ฉันล่ะเกลียดยายไอริส!!! โฮๆๆ ทำไมคนที่ฉันเกลียดถึงได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันใฝ่ฝัน มันควรจะเป็นของฉันไม่ใช่เหรอลูกพลัม” น้ำตาราชินีกำลังนองหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางจากลังโคม คอลเล็กชั่น O MY Rose ที่หล่อนเป็นพรีเซนเตอร์
Aaron De Mey ขา หนูขอโทษนะคะ ที่ตอนนี้หนูยอมให้ยัยไอริสล้ำหน้าหนูไปก้าวหนึ่ง

หลังเสร็จสิ้นพิธี
“คอกาแฟ ฉันต้องการพบนายด่วน ที่โรดันเต้ บักค์ โต๊ะเดิม” ทิมโทร. หาคอกาแฟ โต๊ะข่าวที่รู้ทุกเรื่องประจำโรงเรียน
ที่ร้านกาแฟ ทิมและภูมิจับจองโต๊ะไว้แล้ว อีก 10 นาทีให้หลัง คอกาแฟจึงตามหลังมา
“ไมวันนี้ช้านัก” ทิมทักคอกาแฟ
ชายหนุ่มไม่อ้วนไม่ผอม ผิวดำจากเลือดลูกครึ่งแอฟริกันฝรั่งเศส-ไทย หอบหายใจ จิบกาแฟเย็น แล้วว่า “ได้ข่าวใหม่เมื่อกี้ เลยต้องอัพเดตข่าวขึ้นบอร์ดก่อน โทษทีที่มาช้า”
ปิ๊ด ปิ๊ด
เสียงบีบีของทุกคนดังขึ้น “นี่ไม่ใช่คำเตือน แต่เป็นข้อบังคับ (หากอยากใช้ชีวิตโดยที่ที่คาดผมยังอยู่บนหัว) ขอให้ซีเนียร์ทุกคนหยุดโหวตให้ยัยป้าทานตะวันเป็นควีนในค่ำคืนนี้ ทางเรารู้ว่าใครโหวตให้ใคร หวังว่าสาวๆ ทุกคนคงไม่ทำให้ชื่อเสียงโรงเรียนเสื่อมเสีย หากใครละเมิดข้อบังคับ ระวังชุดของคุณในค่ำคืนนี้ ทางเราใช้สิทธิมาตรา 246 ยึดชุดทุกคนที่ไม่มีหัวใจรักแฟชั่น และต่อต้านชื่อเสียงด้านการแต่งตัวของฮัลโหล สคูล ความผิดนี้จะติดตัวคุณตลอดชีวิต...ราชินีมีน เกิร์ล”
“แฟนนายเริ่มแผลงฤทธิ์แล้วว่ะภูมิ” ทิมอ่านข้อความจบก็พูดขึ้นมา
“พิงก์โรสคงระบายอารมณ์อิจฉา”
“ทำไมคอกาแฟ” ภูมิถามคอกาแฟ
“นายก็หยิบโทรศัพท์คลิ๊กเข้าไปที่หน้าเวบร้านกาแฟสิ สองกระทู้ล่าสุด”
กระทู้ที่ 108999
ข่าวล่ามาด่วน หลังจากพิธีปัจฉิมนิเทศ ทุกคนสงสัยว่าที่นั่งนักเรียนหญิงชั้นปีสองทำไมหายไปหนึ่งที่ พร้อมๆ กับการหายตัวไปของไอริส หวังว่าราชินีพิงก์โรสคงไม่จ้างวานใครสาดสตรอเบอรี่ใส่ไอริสที่หน้าโรงเรียน
หากว่านายกาแฟหูดีได้ยินครูนาดีนคุยกับครูใหญ่ว่า ไอริสนางแบบขายาววันนี้บินไปถ่ายปกให้ทีนโว้ก อเมริกา คุณภารตี-- แม่ม่ายมรดกพันล้าน โทร. มาขอโทษขอโพยที่ลูกสาวของหล่อนไม่ได้เข้าร่วมพิธีอันทรงเกียรติ จึงส่งแผงร้านไอศกรีมเกเซ่นดาส เลี้ยงหนุ่มๆ สาวๆ ซีเนียร์ในค่ำคืนนี้ น้ำลายสอ! ขอบคุณหลายๆ คุณภารตี
ดูสิครับว่าคุณแม่ของพิงก์โรสจะยอมอยู่เฉยหรือไม่

ความเห็นที่ 1
น้องไอริสสวยที่สุด ขอบคุณคุณภารตี สำหรับไอศกรีมอร่อยๆ
ผู้ฝากความคิดเห็น OIC
ความเห็นที่ 2
เย้ๆ ในที่สุดทีนโว้คก็ตอบรับเธอ อย่าหนีพวกเราไปอยู่อเมริกาซะก่อนล่ะ
ผู้ฝากความคิดเห็น Jinnie G-B Generation

ภายใน 15 นาที ความยาวของกระทู้นี้มี 106 ความคิดเห็น 107...108 อ้าวนับไม่ทันแล้ว

กระทู้ที่ 109000
คุณรัชนีผู้ไม่ยอมให้ใครสวยและรวยนำหน้า (เหมือนลูกของหล่อน) ส่งของขวัญให้ซีเนียร์ ขณะนี้กองอยู่ที่กองคลังของโรงเรียน แหล่งข่าวบอกว่าข้างในกล่องเป็นชุดเครื่องสำอางนำเข้าจากญี่ปุ่น เหมาะกับทุกสภาพผิว มีทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย พร้อมคูปองแลกซื้อเครื่องประดับจูลี่จูลี่ครึ่งราคาสำหรับผู้หญิง และคูปองแลกซื้อนาฬิกา J-Biond ครึ่งราคา เป็นของทำขวัญให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคน เธอย้ำว่านี่ยังเล็กน้อยขนอ่อนที่แขนไม่ร่วง หากเป็นปีหน้า เพื่อนๆ ร่วมรุ่นของลูกสาว เตรียมรถบัสมาขนของกลับบ้านได้...ทราบแล้วเปลี่ยน

ความเห็นที่ 1
คุณรัชนีขา นี่โรงเรียนลูกคนรวยนะคะ ไม่ใช่โรงเรียนขอทาน
ผู้ฝากความคิดเห็น จีซ่า

ความเห็นที่ 2
เกลียดจีซ่า ไม่ชอบราชินีของเราแกก็ไม่ต้องเข้ามาเขียนสิ
ขอบคุณคุณรัชนีค่ะ
ผู้ฝากความคิดเห็น ลาล่า ลูลู่

ความเห็นที่ 3
ของฟรีของดีเทคนิคไม่ต้อง ราชินีและรัชนีจงเจริญ!
ผู้ฝากความคิดเห็น โอนนี่

ความเห็นที่ 4
รักคุณรัชนีที่สุดค่ะ
ผู้ฝากความคิดเห็น ลูกตาล

ความเห็นที่ 5
พิงก์โรสสวย แล้วยังมีคุณแม่ที่ทั้งสวยและใจดี
ผู้ฝากความคิดเห็น ลูกพีซ ผู้ปลื้มพิงก์โรสสุดๆ

ความเห็นที่ 6
ขอบคุณทุกคนค่ะ
ผู้ฝากความคิดเห็น เลขาคุณรัชนี (คุณรัชนียืนกำกับอยู่ข้างๆ ค่ะ)

“ท่าทางงานนี้พิงค์โรสจะเสียคะแนนความนิยมไปไม่น้อย” คอกาแฟประเมินสถานการณ์
“ไอริสเป็นคนแรกในโรงเรียนและนางแบบคนที่สองของประเทศไทยที่ได้ขึ้นปกทีนโว้ก พิงค์โรสไม่อิจฉาก็ขำแล้ว” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงชื่มชมไอริส
“ไมไม่พูดอะไรเลยว่ะไอ้ภูมิ” ทิมทักเพื่อนคู่หู
“เปล่า ไม่มีอะไรจะพูด พิงก์โรสก็คือพิงก์โรส เชื่อสิ! สักพักเธอคงได้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าอะไรสักอย่างเพื่อกลบข่าวไอริส หรือไม่ก็ไปถ่ายแบบที่ญี่ปุ่น พิงก์โรสไปญี่ปุ่นทีไรก็ได้งานถ่ายแบบ แบ๊วคาวาอี้เข้าสู้ และถ้าให้เหนือม่านเมฆสุดๆ พิงค์โรสจะใช้วิธีพุ่งเข้าหาวงบอยแบนด์เกาหลี แหวก แหก แควก แทรกตัวเป็นเกิร์ลคนสำคัญ มีเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์กับพวกนั้น”
“ไหนว่าจะไม่พูด” ทิมขัดจังหวะคำทำนาย
ภูมิส่ายหัวเหมือนคนที่ถูกรู้ทัน “กวนนะนาย ไง แล้วไหน แผนการของนาย คอกาแฟมีเวลาให้แค่ 30 นาที”
“เรื่องนี้เราพูดกันไว้แล้ว นายไม่ต้องรู้หรอกภูมิไว้รู้พร้อมๆ คนอื่น เรื่องประหลาดใจน่ะ”
“ก็ได้”
“แล้วเรียกผมมาทำไมอีก ตกลงไว้เมื่อวานแล้วนี่ ว่าถ้าไอ้เบื้อกนั่นได้ ก็ลงมือตามที่สั่ง” คอกาแฟท้วง
“มีอีกงาน เราต้องการฝ่ายเทคนิค คืนนี้ระหว่างปฏิบัติการ นายต้องยึดห้องสื่อสารให้ได้ หน้าจอมอนิเตอร์หลัวเวทีต้องมีรูปนั้นด้วย”
“ของแค่นี้ คอกาแฟพร้อมบิล”
ใครๆ ก็รู้ว่า การที่คอกาแฟฮึกเหิมและมีอิทธิพลในการสร้างสื่อ บางครั้งก็สร้างกระแสเสียเอง นั่นเพราะมีอิทธิพลจากทิมหนุนหลัง หากภูมิคือว่าที่ประธานนักเรียนภาพลักษณ์ดี ทิมก็เปรียบเป็นเจ้าพ่อในเงามืดควบคุมสถานการณ์ที่ขับเคลื่อนในโรงเรียน ใครหากล่าวว่าพิงก์โรสร้าย ก็จริงที่หล่อนร้าย เริ่ด เชิ่ด บิชชี่ ใครสวยเกิน เก่งเกินหน้าเกินตาไม่ได้ หากทิมแตกต่าง เอาเป็นว่า อย่ายุ่มย่ามกับเขาหรือทำให้เขาหมั่นไส้ดีที่สุด

ซุ้มประตูกุหลาบสีชมพูหน้างานพรอม โต๊ะยาวปูผ้าลินินสีขาววางกล่องกระดาษสีสวยกองเป็นตับ พิงก์โรสและเพื่อนยืนสาละวนมอบของชำร่วยให้กับนักเรียนรุ่นพี่
“คุ้มไหมล่ะ คุณแม่ใจปล้ำ เรื่องซื้อใจคนแม่ฉันถนัดที่สุด ผลพลอยได้ก็คือ ฉันก็ได้มางานนี้แต่งชุดเริ่ดๆ โดยไม่ต้องปลอมตัว แถมคะแนนนิยมก็เรียกกลับมาท่วมท้น” เด็กซีเนียร์ที่เดินเข้ามารับของขวัญ ยังไม่มีใครแต่งตัวสวยเทียบเท่าพิงก์โรสสักคน
“ฉันจะดูงานไว้ ปีหน้าฉันจะเป็นแม่งานใหญ่เอง” ลูกพลัมพูดเสียงอ้อแอ้แล้วอยู่ๆ ก็นิ่งซะงั้น หนุ่มหล่อที่แอบชอบเดินเข้ามาใกล้ๆ นัยน์ตาดำลูกพลัมเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจสีชมพู
“ยายลูกพลัม เป็นอะไร ทำไมตัวแข็งทื่องี้ล่ะ ลูกพีซรับสถานการณ์ด่วน ฉันไม่อยากพูดด้วย กลัวนายนั่นตามตอแย แค่นี้ก็บริหารเสน่ห์เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” พูดจบพิงก์โรสก็ยิ้มหวานใส่หน้ากากแสนซื่อให้รุ่นพี่คนนั้น
รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก
รัก!
ลูกพลัมกำลังเด็ดดอกกุหลาบที่ประดับโต๊ะ
“ไชโย!!!”
“เป็นอะไรลูกพลัม นายนั่นเดินไปโน่นแล้ว แกยังไม่หายเพี้ยนอีก” พิงก์โรสเขกกะโหลกเพื่อน
ชายคนนั้นฝากเบอร์โทร. ให้พิงก์โรสผ่านมือลูกพีซ
ลูกพีซยื่นกระดาษชิ้นเล็กๆ ให้พิงก์โรส
เฮ้อออ ฉันไม่สนใจนายหรอกย่ะ โปรไฟล์ไม่ยาวพอ แล้วหัวน่ะไปมุดอยู่ที่ดงอ้อยไหนน่ะ ฉันมีแฟนคนเดียวคนเดิมมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ชื่อ 'ภูมิ' จ้าาา...
แต่ ตะแล๊ด แต๊ด แต่ เสน่ห์ราชินียังอยู่หนาแน่นครบถ้วนทุกอณู

ใช้ได้!!!

สาวแสบป่วนไฮสคูล บทนำ

"คิดถึงทิมและอยากกินไอศกรีมช๊อกโกแล๊ตร๊อกกี้โรดจริงๆ เลย" ไลลาห์ตัดพ้อกับพิงก์โรสที่เอนหลังบนโซฟาสีเทาทึมของฮาบิแทต ปลายเท้าพาดหมอนอิงฮัลโหล คิตตี้ สีชมพู ที่ดูขัดตากับเครื่องเรือนชิ้นอื่นๆ ชอบกล

"มันอ้วนมากเลยนะคะเจ้าหญิง แล้วนี่ก็เกือบเที่ยงคืนแล้วด้วย กินขนมหลังหกโมงเย็น ไขมันสะสม บรื๋อ!!!" พูดเสร็จลูกพลัมก็จุ๊ปากเตือน

ลูกพลัมเรียกไลลาห์ว่า "เจ้าหญิง" เพราะว่าหล่อนเป็นเจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักรเซเรียจริงๆ ถึงไม่ใช่เจ้าหญิงรัชทายาทก็เถอะ ยังไงหล่อนก็รวยมหาศาลและสวยมากอยู่ดี ใครก็รู้ว่าประเทศนี้มีเพชรสวยงามไม่แพ้เพชรรัสเซีย ไม่เท่านั้น ยังมีอาหารประจำชาติรสแปลกอย่าง "กรีม" ชื่อเหมือนขนมฝรั่ง ทว่ามันคือซาโมซ่าไส้สาหร่ายทะเล

ไลลาห์มองไปที่นาฬิกาแล้วว่า "เที่ยงคืนแล้วเหรอ ไวมากเลยเนอะ"

วันนี้เป็นวันปาร์ตี้ชุดนอนในช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนชั้นปีที่ 1 ของโรงเรียนมัธยมฮัลโหล สคูล ไลลาห์ พิงก์โรส ลูกพลัม ไอริส สาวๆ ชาวแก๊งค์มีนเกิร์ล โดยมีไลลาห์ดำรงตำแหน่งเจ้าหญิงและเป็นประธานชมรม

"ไม่ล่ะ ฉันจะตะเบ็งเฆี่ยนอิสซาเบลล่าไปซื้อดีกว่า เดี๋ยวมานะ" ไลลาห์เป็นคนปรู๊ดปร๊าด คิดอะไรได้ ทำเลย สงสัยกลัวลืม

อ่ะ อ่ะ...แล้วอิสเบลล่าก็คือเมอร์ซิเดสสีขาว เขยื้อนแล่นออกจากรั้วหน้าบ้าน 3 ชั้น สีขาวสไตล์ฟินแลนด์

ถนนเบื้องหน้าโล่งอย่างที่ไม่เคยเห็นว่ามันจะเคยโล่งเตียนขนาดนี้มาก่อน

ในกรุงเทพฯ เคยมีชั่วโมงแบบนี้ด้วยเหรอ

เอี๊ยด!

รถสีขาวหมุนคว้างกลางถนน สุนัขพันธุ์ทางหน้าตามอมแมมยืนมองรถเหมือนเด็กยืนมองลูกข่าง แล้วรถก็กระแทกให้กับเสาไฟฟ้า

โครม!!!

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

78 ปี ประชาธิปไตย เราเดินไปด้วยความรุนแรง




ขออนุญาตใช้ภาพข่าวจากเนชั่น กรุ๊ป

ขอไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตยไทยอีกครั้ง

อย่างสงบ


เราไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย ตราบใดก็ตามที่มีช่องว่าง-กฎ-กติกา-ความชอบธรรม คนที่พร้อมจะเดินตามเส้นทาง...อะไรคือประชาธิปไตย
ไม่ต้องเป็นหมอดูฟันธง
เรากำลังอยู่ในประเทศที่ระบบการปกครองล้มเหลวที่สุด
ขอโทษเถอะ ถ้าจะบอกว่า มันเป็นแผ่นดินที่อยู่อย่างสงบสุขมาช้านาน
หารู้ไม่ มันไม่เคยสงบ เพราะคนไทยไม่พร้อมที่จะใช้มัน

ไว้อาลัยให้กรุงเทพ ไว้อาลัยให้ประชาธิปไตย

เราควรหันมาไตร่ตรองอีกครั้งว่า ระบบอะไรที่จะใช้แล้วได้ผลกับคนทั้งประเทศ